Sipug.com : Forums  

กลับไป   Sipug.com : Forums > SiPug kennel > Data&Handbook

Data&Handbook แหล่งรวบรวมข้อมูลเทคนิคการเลี้ยงสุนัข , คู่มือการเลี้ยงลูกสุนัข , การฉีดวัคซีน , การให้อาหาร , ข้อควรระวังในการเลี้ยงจ้ะ

ปิดหัวข้อ
 
เครื่องมือหัวข้อ ค้นหาในหัวข้อนี้ Display Modes
เก่า 22-06-2009, 23:24   #1
SiPug
Administrator
 
รูปส่วนตัว SiPug
 
สมัครเมื่อ: Feb 2009
ที่อยู่: Chiangmai
โพสท์: 1,454
ส่งข้อความทาง MSN ไปยัง SiPug
มาตรฐาน เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข

เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข

โรคลำไส้อักเสบติดต่อ จากเชื้อไวรัส (canine viral enteritis หรือ cve )
เป็นโรคติดต่อที่ทำให้สุนัขเสียชีวิตมากที่สุด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีน แล้วมีการติดเชื้อเป็นสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ
-ไวรัสพาโวไวรัส (รุนแรง)
-โคโลน่าไวรัส (ไม่รุนแรง)
-โรทาไวรัสหรืออาจติดเชื้อร่วมกัน ซึ่งจะทำให้อาการของโรครุนแรงยิ่งขึ้น (ติดเชื้อพาโวไวรัส ร่วมกับโคโรน่าไวรัส)

การติดต่อ
เกิดจากการ กินหรือเลียสิ่งคัดหลั่ง และสิ่งขับถ่ายจากสุนัข
ตัวที่เป็นโรค ได้แก่ อุจจาระ (มากที่สุด) , ปัสสาวะ , น้ำลาย
อาการ สุนัขจะไม่แสดงทันทีหลังติดเชื้อ ใช้เวลาฟักตัวนาน 3-7วัน
ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อเพิ่มปริมาณ ในร่างกายสัตว์ เมื่อสัตว์แสดงอาการ

อาการ
วันแรกที่แสดงออกคือซึม ไม่กินอาหาร อาเจียน เป็นอยู่ประมาณ 2 วัน
วันที่ 3จะเริ่มถ่ายออกมาเป็นเลือด ไข้สูง (หรือไข้ขึ้น ตั้งแต่วันแรกแล้ว)
อาการ ซึม ไม่กินอาหาร อาเจียน ยังมีอยู่ ตำแหน่งที่เชื้อไปอยู่ที่
ร่างกายสัตว์ที่สำคั* คือ ที่ เยื่อบุส่วนที่ทำหน้าที่ ดูดซึมอาหาร หรือ
ที่เรียกว่า วิลไล (villi) ได้แก่เชื้อโคโรน่าไวรัส
และโรทาไวรัส ส่วนเชื้อพาโวไวรัสจะอาสัยอยู่ที่ฐานของวิลไล
หรือที่เรียกว่า คริปท์ (crypt of liverkhun)
เฉพาะบางครั้งเวลาสุนัขเป็นโรคนี้ จะถ่ายออกมาเป็นมูก
หรือเป็นมูกแบบมีเลือด ปนเล็กน้อย อาการจะเป็นไม่รุนแรงยังร่าเริง
แสดงว่าสุนัขติดเชื้อ โรทา หรือโคโรนาไวรัส (หรือเชื้อชนิดไม่รุนแรงอื่นๆ เช่นเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือโปรโตซัว )
ส่วนกรณีติดเชื้อพาโวไวรัส ร่วมด้วยจะพบว่ามีอาการสุนัขถ่ายเป็นเลือดสดๆ
และจะเป็นการติดเชื้ออย่างรุนแรง สัตว์ที่ไม่เคยทำวัคซีนมาก่อน
มักจะเสียชีวิต โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีความไวต่อโรคนี้ ได้แก่ ดัลเมเชียล
ร๊อตไวเลอร์ พุดเดิ้ล ลาบราดอร์ อัลเซเชียน เป็นต้น ส่วนสุนัขไทย
มีความต้านทานต่อโรคนี้สูงกว่า

การักษา
ไม่มียารักษา สำหรับฆ่าเชื้อไวรัสทั้ง 3 ชนิด ที่กล่าวมาได้เลย
ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องรักษาตามอาการเหมือนกัน ได้แก่ให้สารน้ำคือน้ำเกลือ
ยาบำรุง ยาแก้อาเจียน ยาเคลือยบลำไส้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
สัตว์ตัวที่แข็งแรงมักตอบสนองต่อการรักษาดี ตัวที่หายมักใช้เวลา
เฉลี่ย 7 วัน ส่วนตัวที่ไวต่อโรคมักเสียชีวิตภายใน 3 วัน
หลังจากถ่ายเป็นเลือด การรักษาที่ดีที่สุดคือ
การให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดดำ ร่วมด้วยการให้ยาฉีด
ซึ่งบางชนิดอาจฉีดวันละ 3- 4 ครั้งเช่นยาแก้อาเจียน ยาเคลือบลำไส้
เพราะฉะนั้น สุนัขที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้จะมีโอกาสหายสูงกว ่า
สุนัขที่ได้รับน้ำเกลือทางเข้าผิวหนัง หรือไม่ได้รับน้ำเกลือเลย
โรคนี้มักเป็นในสุนัข 2 เดือน- 1 ปี
โดยเฉพาะสุนัขที่ไม่ได้ทำวัคซีนลำไส้อักเสบติดต่อมาเ ลย
เนื่องจากสุนัขอายุน้อยไวต่อโรคมากกว่าสุนัข โต หรืออายุมาก
แต่สุนัขโตก็มี

การป้องกัน
โดยการทำวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ จากเชื้อพาโวไวรัส
วัคซีนบางยี่ห้อ มีป้องกันโคโรน่าไวรัสด้วย
แต่อย่างน้อยต้องป้องกันเชื้อพาโวไวรัสได้

เนื่องจากเชื้อโคโรน่าไวรัสเป็นแล้วรักษาหาย แต่ถ้าติดเชื้อพาโวไวรัส
เปอร์เซนต์การตายสูงมาก โดยเฉพาะสัตว์สายพันธุ์ที่ไวต่อโรค
และสัตว์ที่อ่อนแอ หรือสัตว์ที่เป็นพยาธิร่วมด้วย เช่นพยาธิปากขอ
หรือพยาธิไส้เดือน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ เริ่มฉีดตั้งแต่สุนัขอายุได้
45 วัน แต่ถ้าสุนัขอายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วมักฉีดใน รูปของวัคซีนรวม
ที่ประกอบด้วย โรคลำไส้อักเสบ ไข้หัดสุนัข ตับอักเสบและโรคเลปโตสไปโรซีส
(ฉี่หนู) อยู่ในเข็มเดียวกัน อยู่ในเข็มเดียวกัน แต่การฉีดนั้นต้องฉีด 2
ครั้ง ห่างกัน 1เดือน

เพื่อกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันสูงเพียวพอที่จะป้องกันโร ค
และหลังจากนั้นฉีดปีละครั้ง
นอกจากการทำวัคซีนแล้วการฆ่า เชื้อบริเวณคอก หรือกรงสัตว์เลี้ยง
ช่วยควบคุมการแพร่โรคได้ แต่ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของสาร

โซเดียม ไฮโปคลอไรท์
ซึ่งสารดังกล่าวมีอยู่ในน้ำยาซักผ้าขาว ไฮเตอร์
อาจเทใส่ ฟอกกี้ แล้วฉีดพ่นกรง แล้วนำกรงไปตากแดดหรือใช้ราดบริเวณคอกได้
ส่วนยาฆ่าเชื้ออื่นๆเช่น เดทตอล หรือ แอลกอฮอล์ ไม่สามารถฆ่าเชื้อพาโวไวรัสได้
สุนัขตัวที่เป็นโรคเมื่อถ่ายอุจจาระออกมาแล้ว เชื้ออยู่ได้นาน 5- 6 เดือน
ในสิ่งแวดล้อมโดยที่เชื้อไม่ตาย โรคนี้ถึงพบได้บ่อย พบได้ตลอดปี
แต่ช่วงฤดูฝนพบบ่อยที่สุด เนื่องจากเชื้อกระจายได้ง่าย
สาเหตุที่ทำให้โรคนี้ติดต่อและระบาดได้ ทั่วไปคือ
สุนัขจนจัด และ สัตว์อายุมาก ที่เป็นแหล่งอมโรค
คือมีเชื้อในร่างกาย แต่ไม่แสดงอาการของโรค
เนื่องจากทนต่อโรคมากกว่าลูกสุนัข
บางครั้งพบว่าการที่สุนัขบางตัวชอบเลียรองเท้า ก็สามารถเกิดโรคได้
ทั้งที่ไม่เคยออกนอกบ้านเลย เนื่องจากเจ้าของเดินไปเหยียบย่ำที่ต่างๆ
อาจมีเชื้อปนเปื้อนอยู่


---------------------------------------------------------------------------------------- โรคลำไส้อักเสบติดต่อ จากเชื้อไวรัส

การเกิดลำไส้อักเสบในสุนัขมีหลายสาเหตุ เช่น พยาธิ เชื้อแบคทีเรีย โปรโตซัว และไวรัส แต่ที่รุนแรงและอันตรายเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อโ ดยทางอาหารหรือการปนเปื้อนจากอุจจาระของสุนัขป่วย โดยไวรัสจะเข้าไปทำลายผนังทางเดินอาหารทำให้เกิดแผลล อกหลุดการย่อยและดูดซึมอาหารสู*เสียไป

อาการหลัก ที่พบคือ อาเจียนและซึมมาก ไม่กินอาหารเลยกินแต่น้ำ ในระยะท้ายจะถ่ายเป็นมูกเลือด กลิ่นเหม็นคาวจัด ส่วนมากพันธุ์โดเบอแมน,ดัลเมเซียนโดยเฉพาะรอทไวเลอร์ จะมีอาการรุนแรงมากกว่าพันธุ์อื่น

โรคไวรัสลำไส้อักเสบในสุนัขเกิดจากเชื้อไวรัส 3 ชนิดเรียงลำดังตามความรุนแรงดังนี้คือ
1. เชื้อพาร์โวไวรัส (canine parvovirus)
2. เชื้อโคโรน่าไวรัส (canine coronavirus)
3. เชื้อโรต่าไวรัส (rotavirus)
อาการของสุนัขที่ติดเชื้อไวรัสทั้ง 3 ชนิด จะคล้ายคลึงกัน ต่างกันเพียงความรุนแรง และลักษณะการเกิดโรค

1. เชื้อพาร์โวไวรัส

เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข แบบเฉียบพลันและรุนแรงมากกว่าเชื้อไวรัสชนิดอื่น ๆ การติดเชื้อพาร์โวไวรัสสามารถเกิดกับสุนัขทุก ๆ ช่วงอายุ แต่ในลูกสุนัขอายุ 4-6 เดือนจะมีความไวต่อการติดเชื้อ อาการของโรคจะรุนแรงมาก นอกจากนี้ยังพบว่าสุนัขบางสายพันธุ์ เช่น ร็อตไวเลอร์ โดเบอร์แมนพิชเชอร์ พิตบลูเทอเรีย เยอร์มนเชิพเพอร์ด และ ลาบาดอร์รีทรีฟเวอร์ มีความไวต่อเชื้อนี้สูงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ และพบว่าลูกสุนัขที่ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง เนื่องจากไม่มีการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจง

การติดต่อ

โดยการกินเชื้อไวรัสที่ออกมากับอุจจาระและปนเปื้อนใน อาหาร น้ำหรือ สิ่งแวดล้อม (เชื้อพาร์โวไวรัสจะคงทน และมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมนานหลายเดือน)

กลไกการติดเชื้อ

ระยะฟักตัวของเชื้อ (ติดเชื้อโดยไม่มีการแสดงอาการ) นาน 4-7 วัน จากนั้นเชื้อไวรัสจะแพร่กระจาย ไปยังอวัยวะเป้าหมาย เช่น เนื้อเยื่อของลำไส้ ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง และจะมีการแบ่งตัวทำอันตรายอวัยวะเหล่านั้น โดยทำให้เซลล์ของลำไส้เสียหาย ตายและลอกหลุดไป ทำให้สุนัขท้องเสียแบบรุนแรงและมีเลือดปน มีไข้สูง นอกจากนี้เชื้อไวรัสยังทำลายและกดไขกระดูก ทำให้ระดับเม็กเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวลดลงร่วมกับกา รทำอันตรายระบบน้ำเหลือง ทำให้สุนัขจะมีภาวโลหิตจางและภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ ำ

2. เชื้อโคโรน่าไวรัส

เชื้อโคโรน่าไวรัสทำให้เกิดลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัข ได้แบบเฉียบพลับเช่นเดียวกับพาร์โวไวรัส แต่ความรุนแรงของโรคน้อยกว่า ไวรัสชนิดนี้จะเข้าไปแบ่งตัวและทำลายเนื้อเยื่อของลำ ไส้ เป็นผลทำให้เซลล์ของลำไส้ถูกทำลาย ลอกหลุด ฝ่อตัวและบางส่วนจะตายลง เป็นเหตุให้สุนัขท้องเสียรุนแรง มีเลือดปน โดยที่เชื้อโคโรน่าไวรัสจะมีการติดต่อ อาการและกลไลการเกิดโรคล้าย ๆ กับพาร์โวไวรัส เพียงแต่จะไม่ทำให้เกิดไข้สูง ไม่ทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ และไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตถ้าหากได้รับการรักษาอย่า งทันท่วงที

3. เชื้อโรต่าไวรัส

เชื้อโรต่าไวรัสเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดท้องเสียไ ด้ทั้งในมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมทั้งนก แต่พบว่าในสุนัขจะมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ค่อยข้าง น้อย และอาการไม่รุนแรง และจากการศึกษายังพบว่าสุนัขร้อยละ 79 ที่ติดเชื้อไวรัสนี้สามารถหายได้เอง โดยไม่ต้องได้รับการรักษา ถ้าหากไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน

การวินิจฉัยโรค


1. ประวัติการทำวัคซีน อาการของโรค

2. ตรวจอุจจาระ เพื่อวินิจฉัยแยกแยะออกจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อโปรโตซัว พยาธิในลำไส้ฯ

3. ตรวจโลหิตวิทยา เพื่อดูระดับของเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว

4. ตรวจค่าเคมีในเลือด และระดับอิเลคโตรไลท์

5. เอ็กซ์เรย์ช่องท้อง เพื่อวินิจฉัยแยกแยะการอุดตัน ของสิ่งแปลกปลอมในทางเดินอาหาร ลำไส้บิด หรือลำไส้กลืนกัน

6. การตรวจหาเชื้อไวรัสในอุจจาระ ซึ่งในปัจจุบันมีชุดตรวจพิเศษซึ่งสามารถตรวจหาเชื้อพ าร์โวไวรัสได้

การรักษา

การรักษาลำไส้อักเสบติดต่อนั้นไม่มีการรักษาแบบเฉพาะ เจาะจง จึงมีเพียงการรักษาแบบพยุงอาการ และควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อน ดังนี้ คือ

1. การให้น้ำ สารอาหาร และแร่ธาตุอิเลคโตรไลท์เข้าทางหลอดเลือดดำ ใต้ผิวหนัง และทางปาก เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำ สารอาหารและแร่ธาตุ เนื่องมาจากสัตว์เบื่ออาหารร่วมกับอาการถ่ายเหลว และอาเจียน

2. ยาปฎิชีวนะ ควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

3. การจัดการด้านโภชนาการ ในระยะแรกที่สัตว์มีอาเจียนและถ่ายเหลวมาก ๆ ควรมีการงดน้ำงดอาหารทางปากอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยการให้สารอาหารเข้าทางกระแสเลือดทดแทน เพื่อให้ทางเดินอาหารได้พัก และปรับสภาพ หลังจากนั้นค่อยให้สุนัขรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย โดยแบ่งให้ครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เนื้อไก่ส่วนที่ไม่มันต้อมหรือคลุกกับข้าว หรืออาหารสำเร็จรูปที่มีขายเช่น Hill prescription i/d และ Waltham intestinal formula จนกระทั่งการทำงานของลำไส้กลับมาเป็นปกติ จึงกลับมารับประทานอาหารตามปกติ

4. ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน และยาลดกรดในทางเดินอาหาร เพื่อลดการสู*เสียน้ำและอิเลคโตรไลท์ และลดการระคายเคืองของทางเดินอาหารส่วนต้น เนื่องจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

5. ยาแก้ท้องเสีย โดยทั่วไปแล้วมักไม่นิยมใช้กับการท้องเสียเนื่องมาจา กการติดเชื้อ

6. การให้เลือด ในกรณีที่มีการถ่ายเหลวแบบมีมูกเลือดรุนแรง เป็นเหตุให้มีภาวะโลหิตจางตามมา

การป้องกันโรค

การทำวัคซีนป้องกันโรค เป็นวิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันนอกจากนั้นอาจแยกสัตว์ ป่วยออกจากตัวอื่น ๆ ในฝูงเพื่อลดการติดเชื้อ รวมทั้งมีการจัดการที่ดีเก็บล้างทำความสะอาด อุจจาระและบริเวณที่สัตว์นอน

---------------------------------------------------------
ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูลดีๆๆ

- "โรคลำไส้อักเสบ" โดย สัตวแพทย์ อิทธิเดช วิเชียรรัตน์ (http://pitbullzone.com/community/com...cussionID=6120)
- ร.พ. สัตว์สุวรรณชาด
__________________
SiPug kennel ...Because we love dogs...
SiPug ออฟไลน์  
ปิดหัวข้อ


ขณะนี้มีผู้ใช้งานกำลังดูหัวข้อนี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
เครื่องมือหัวข้อ ค้นหาในหัวข้อนี้
ค้นหาในหัวข้อนี้:

ค้นหาแบบละเอียด
Display Modes

กฎการส่งข้อความ
คุณไม่สามารถตั้งหัวข้อใหม่ได้
คุณไม่สามารถตอบกระทู้ได้
คุณไม่สามารถแนบไฟล์ได้
คุณไม่สามารถแก้ไขกระทู้ของคุณได้

โค้ด vB เปิด
[IMG] โค้ด เปิด
โค้ด HTML ปิด
กระโดดไป


เขตเวลาทั้งหมด GMT +7. โดยเวลาในขณะนี้คือ 17:13.


ขับเคลื่อนโดย vBulletin เวอร์ชัน 3.6.0
ลิขสิทธิ์ ©2000 - 2014, Jelsoft Enterprises Ltd. แปลไทยโดย Danya